นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด

ประกาศ ปก.คกก.MBKASL 001/2569 · มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569

ประกาศ ปก.คกก.MBKASL 001/2569 เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เลขที่ประกาศ ปก.คกก.MBKASL 001/2569

บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด เคารพและให้ความสำคัญในสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่ค้าธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดย บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการคุ้มครองข้อมูลของลูกค้า ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ส่ง และ/หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปยังบุคคลอื่น ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจากการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และรักษาข้อมูลดังกล่าวให้ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น จึงได้มีการพิจารณาเห็นควรให้ยกเลิกคำสั่งที่ คส.คกก.MBKASL 001/2566 เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 และให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. คำนิยาม

ในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ คำหรือข้อความว่า

คำนิยาม ความหมาย
ลูกค้า หมายถึง ลูกค้าหรือผู้ซื้อหรือใช้บริการต่าง ๆ ของบริษัท รวมถึงการใช้บริการเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหรือบริการอื่น ๆ ของบริษัท ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงคู่ค้าธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย ยกเว้นพนักงาน
บริษัท หมายถึง บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด
บริษัทในกลุ่มเอ็มบีเค หมายถึง บริษัทที่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในทุก ๆ ทอด ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้วของบริษัทนั้น
เว็บไซต์ หมายถึง เว็บไซต์ ซึ่งบริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด เป็นเจ้าของ หรือให้บริการแล้วแต่กรณี
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
พันธมิตรทางธุรกิจ หมายถึง คู่ค้าซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทหรือทำงานร่วมกับบริษัท
พนักงาน หมายถึง พนักงานของบริษัทและหรือบริษัทในกลุ่มเอ็มบีเค

2. บททั่วไป

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้จัดทำขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดและวิธีการคุ้มครองและจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยบริษัทอาจดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการให้บริการและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ลูกค้าจึงควรติดตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดไว้นี้อยู่เสมอ อย่างไรก็ดี บริษัทจะเผยแพร่การเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ บริษัทจะแจ้งให้ลูกค้าทราบ

อนึ่ง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้มีขึ้นเพื่อใช้กับ

  • 1) การขาย เช่า ตัวแทนขาย การบริหารจัดการด้านการตลาด และหรือให้บริการลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ทรัพย์สินรอการขาย ทรัพย์ฝากขาย และทรัพย์สินรายย่อยอื่น เพื่อการพักอาศัย พาณิชยกรรม และบริการต่าง ๆ ของบริษัท
  • 2) การลงทะเบียนสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน
  • 3) ใช้บริการหรือซื้อสินค้า การเข้าถึงและใช้เนื้อหา ฟีเจอร์ เทคโนโลยี หรือฟังก์ชันที่ปรากฏในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันกับบริษัท และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการให้บริการอื่น ๆ ของบริษัท ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่บริษัทจะได้พัฒนาหรือจัดให้มีขึ้นในอนาคต
  • 4) การให้บริการแก่ เจ้าหนี้ ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท ยกเว้นพนักงาน

3. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลหลายวิธี รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น คุกกี้ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนข้อมูลเล็ก ๆ ที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์ของลูกค้า ที่จะทำให้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันสามารถจดจำข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หรือวิธีที่ลูกค้าใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในแต่ละครั้ง (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้) โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าที่บริษัทเก็บประกอบไปด้วย

3.1 ข้อมูลที่ลูกค้าให้ไว้โดยตรง

ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นจะต้องใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า หรือต้องทำ หรือปฏิบัติตามสัญญา หรือต้องปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจะรวบรวมข้อมูลที่ลูกค้าส่งให้กับบริษัท เช่น ข้อมูลที่ลูกค้ากรอกขณะลงทะเบียนสมัครใช้บริการหรือขอใช้บริการต่าง ๆ ของบริษัท ข้อมูลที่ใช้ในการสมัครใช้บริการหรือขอใช้บริการต่าง ๆ และข้อมูลการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ข้อมูลการทำแบบสำรวจ ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งาน (Account) หรือข้อมูลที่ลูกค้าได้แก้ไขปรับปรุงในข้อมูลบัญชีผู้ใช้งาน (Account) ของลูกค้า หรือข้อมูลที่ได้จากการที่ลูกค้าติดต่อกับบริษัทหรือทีมงานของบริษัท หรือข้อมูลที่ได้จากบัญชีผู้ใช้งาน (Account) อื่น ๆ ที่บริษัทมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าลูกค้าควบคุมดูแลอยู่ ข้อมูลทุกชนิดที่แสดงบนหน้าประวัติผู้ใช้งานและหน้าการสมัครบริการต่าง ๆ เช่น คำนำหน้าชื่อ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง (สำหรับชาวต่างชาติ) รหัสบัตรประจำตัว วันเดือนปีเกิด เพศ สัญชาติ รายได้ ที่อยู่ที่ติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์มือถือที่ติดต่อได้ อีเมล Social network Line หรือ Facebook รูปถ่าย ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้งาน ความสนใจการงาน ลายมือชื่อ และความเห็นทุกอย่างที่ลูกค้าได้แสดงผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น

สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายระบุให้ต้องขอความยินยอมจากลูกค้าก่อนทำการเก็บรวบรวม บริษัทจะเก็บรวบรวมเพียงเท่าที่จำเป็นเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกค้า เว้นแต่เป็นกรณีที่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายให้บริษัทสามารถเก็บรวบรวมได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกค้า

ในบางกรณี เพื่อการให้บริการต่าง ๆ หรือเพื่อการดำเนินการอื่นใดของบริษัทตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งในกรณีเช่นว่านี้ บริษัทจะแจ้งให้ลูกค้าทราบและขอความยินยอมจากลูกค้า เพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษนั้น ตามแต่ละวัตถุประสงค์เพื่อการนั้น ๆ เว้นแต่เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษที่บริษัทสามารถทำได้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกค้า

3.2 ข้อมูลที่ได้รับจากการใช้บริการของลูกค้า

ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับบริการที่ลูกค้าใช้และวิธีการใช้งานของลูกค้า เช่น ข้อมูลภาพและเสียง ข้อมูลอุปกรณ์ที่ลูกค้าใช้สำหรับการเข้าใช้งานเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log) ข้อมูลการติดต่อสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้ใช้งานรายอื่น และข้อมูลจากการบันทึกการใช้งาน เช่น ตัวระบุอุปกรณ์ หมายเลข Internet Protocol Address (IP Address) ของคอมพิวเตอร์ รหัสประจำตัวอุปกรณ์ ประเภทอุปกรณ์ ข้อมูลเครือข่ายมือถือ ข้อมูลการเชื่อมต่อ ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (Location) โดยใช้เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง เช่น ที่อยู่ IP, Global Positioning System (GPS) ประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้เปิดดูเว็บไซต์ (Browser) ข้อมูลบันทึกการเข้าออกเว็บไซต์ ข้อมูลเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเข้าถึงก่อนและหลัง (Referring Website) ข้อมูลบันทึกประวัติการใช้เว็บไซต์ ข้อมูลบันทึกการเข้าสู่ระบบ (Login Log) ข้อมูลรายการการทำธุรกรรม (Transaction Log) พฤติกรรมการใช้งาน (Customer Behavior) ประวัติการแลกรับของรางวัลหรือใช้สิทธิประโยชน์ สถิติการเข้าเว็บไซต์ เวลาที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ (Access Time) ข้อมูลที่ลูกค้าค้นหาหรือเข้าชม ข้อมูลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) การใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ในเว็บไซต์ และข้อมูลที่บริษัทได้เก็บรวบรวมผ่านคุกกี้หรือเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายกัน เป็นต้น

อนึ่ง ภายในพื้นที่ส่วนรวมของอาคาร ทางเข้าออกอาคาร มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อการรักษาความปลอดภัย การที่ลูกค้าติดต่อสื่อสารกับบริษัทหรือทีมงานของบริษัทจะมีการบันทึกเสียงหรือภาพ หรือบันทึกรายละเอียดการติดต่อสื่อสารกับบริษัทด้วยวิธีการอื่น

3.3 ข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งอื่น

บริษัทอาจได้ข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น ๆ เช่น จากองค์กร สมาคมการค้า บริษัทในกลุ่ม หรือจากผู้ให้บริการต่าง ๆ เช่น Search Engine Provider ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กแพลตฟอร์ม ซึ่งในกรณีนี้หากบริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง บริษัทจะแจ้งและขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ ทราบโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้จะไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้เก็บรวบรวมและได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบวัตถุประสงค์ใหม่หรือรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว หรือการแจ้งไม่สามารถทำได้ หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทจะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นกรณีที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วนตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มาจากหน้าที่ หรือจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพและต้องรักษาวัตถุประสงค์ใหม่หรือรายละเอียดบางประการไว้เป็นความลับตามที่กฎหมายกำหนด

รายละเอียดข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของข้อมูล บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น และเก็บรวบรวมเป็นระยะเวลานานเท่าที่จำเป็นตามแต่ละประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลและวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้นานที่สุดเป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่ลูกค้ายกเลิกการใช้บริการหรือสิ้นสุดสัญญากับบริษัท เมื่อพ้นระยะเวลาจัดเก็บของข้อมูลแต่ละประเภทแล้ว บริษัทจะดำเนินการทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมและการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ระบุไว้ใน ข้อ 4.

4. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้หรือเปิดเผยและฐานในการประมวลผล

บริษัทเก็บรวบรวมและนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยในวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ และเพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสอดคล้องกับกฎหมาย และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้บังคับกับบริษัท ทั้งที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันและที่จะมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมในอนาคต ตามความจำเป็นโดยอ้างอิงจากฐานกฎหมายต่าง ๆ ดังนี้

  • 4.1 เพื่อการขาย เช่า ตัวแทนขาย การบริหารจัดการด้านการตลาด และหรือให้บริการลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ทรัพย์สินรอการขาย ทรัพย์ฝากขาย และทรัพย์สินรายย่อยอื่น เพื่อการพักอาศัย พาณิชยกรรม และบริการต่าง ๆ ของบริษัท การดูแลความปลอดภัยภายในบริษัท การติดต่อและให้บริการลูกค้า การวิเคราะห์และปรับปรุงบริการ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด การลงทุนและประเมินโอกาสทางธุรกิจ
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี
  • 4.2 เพื่อประโยชน์ในการยืนยันหรือระบุตัวตนของลูกค้าเมื่อเข้าใช้งานบริการต่าง ๆ การทำสัญญา การปฏิบัติตามสัญญา และการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการต่าง ๆ ดังกล่าว รวมถึงการสื่อสารทั้งหมดของบริษัทมีความปลอดภัยและเป็นความลับ
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี
  • 4.3 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง ตรวจจับ ป้องกันเพื่อการปรับปรุงพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบในการใช้บริการ การจัดการและการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งบริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพียงเท่าที่จำเป็น และอาจดำเนินการให้มีการเข้ารหัส (Encrypt) ก่อนนำไปใช้ และ/หรือจัดให้มีการสุ่มตรวจการทดสอบช่องโหว่โดยบุคคลอื่น เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง ตรวจจับ ป้องกันเพื่อการปรับปรุงพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบหรือขจัดการฉ้อโกง หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นการละเมิดกฎหมาย ระเบียบการใช้งานที่เกี่ยวข้อง หรือข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของบริษัท
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี
  • 4.4 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการงานด้านต่าง ๆ แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
    ฐานความยินยอม หรือฐานประโยชน์อันชอบธรรม
  • 4.5 เพื่อติดต่อลูกค้า ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) โทรศัพท์ ข้อความ (SMS) อีเมล (E-mail) หรือไปรษณีย์ หรือผ่านช่องทางอื่นใด เพื่อสอบถาม หรือแจ้งให้ลูกค้าทราบ หรือตรวจสอบและยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีของลูกค้า หรือสำรวจความคิดเห็น หรือแจ้งข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัทตามที่จำเป็น
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี
  • 4.6 เพื่อประมวลผล วิเคราะห์ประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท เช่น เพื่อประโยชน์ในการตั้งค่าและการจัดการบัญชี การส่งมอบการสื่อสารการตลาด และกิจกรรมการศึกษา วิจัย จัดทำสถิติ สำรวจ วิจัย และพัฒนาการจัดหาสินค้าและบริการ พัฒนาการให้บริการ จัดทำและนำส่งข้อมูลทางการตลาด หรือการโฆษณาภายในกลุ่มบริษัท หรือเพื่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดส่งเนื้อหา การโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจกรรมและโปรโมชันต่าง ๆ ตลอดจนการให้คำแนะนำต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้การให้บริการต่าง ๆ ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้า ป้องกันการฉ้อโกง ตลอดจนเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อกำหนดการตรวจสอบภายใน
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี
  • 4.7 เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของลูกค้า รวมถึงทรัพย์สินของลูกค้า หรือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัทหรือลูกจ้างหรือผู้แทนของบริษัท หรือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย
    ฐานประโยชน์สำคัญต่อชีวิต · ฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • 4.8 เพื่อทำการตลาดร่วมกัน (Co-marketing) กับบริษัทในกลุ่มเอ็มบีเค ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน เพื่อวัตถุประสงค์ในการ
    1) ติดต่อสื่อสาร ให้ข้อมูล หรือแนะนำสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
    2) นำเสนอรายการส่งเสริมการขาย กิจกรรมการตลาด ส่วนลด โปรโมชัน และสิทธิประโยชน์จากบริษัท และ/หรือพันธมิตรทางธุรกิจ รวมไปถึง
    3) ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) พฤติกรรมและความสนใจของลูกค้า (Customer Profiling) เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีเฉพาะบุคคล หรือที่เหมาะสม หรือที่ลูกค้าอาจสนใจผ่านระบบ Loyalty/Reward Program
    ฐานสัญญา · ฐานประโยชน์อันชอบธรรม · ฐานความยินยอม แล้วแต่กรณี

5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลที่สามโดยปราศจากการยินยอมจากลูกค้า เว้นแต่เป็นกรณีที่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายให้บริษัทสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกค้า อย่างไรก็ดี เพื่อประโยชน์ในการให้บริการแก่ลูกค้า และ/หรือเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัท และ/หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดตามที่ได้อธิบายไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบริษัทในกลุ่มเอ็มบีเคหรือพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทหรือบุคคลอื่นที่ต้องทำงานให้บริษัทหรือลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เช่น บุคคลที่บริษัทได้ว่าจ้างให้ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในด้านต่าง ๆ แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น หรือเพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการให้บริการและการเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ในเว็บไซต์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ หรือเครือข่ายที่ให้บริการโดยบริษัท หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของบริษัท โดยในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการให้บุคคลเหล่านั้นเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไว้ด้วยมาตรการที่ปลอดภัยและเป็นความลับ และจะไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทได้กำหนดไว้

อนึ่ง เพื่อให้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการให้บริการ เพื่อดำเนินการตามสัญญาที่ลูกค้าเป็นคู่สัญญา เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่เช่า เพื่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล ข้อมูลติดต่อ (เบอร์โทรศัพท์, อีเมล) ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาไปยังประเทศอื่น รวมถึงกรณีที่บริษัทมีการส่งข้อมูลผ่านระบบ Cloud ไปจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการโอนข้อมูลโดยใช้มาตรการที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การประเมินความพอเพียงของมาตรการคุ้มครองข้อมูลของประเทศปลายทาง การใช้ข้อสัญญามาตรฐาน (Standard Contractual Clauses) การใช้มาตรการที่ควรมีการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลที่ระบุไว้ในข้อ 7. เป็นต้น

ในกรณีที่ลูกค้าเชื่อว่าบุคคลที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามข้างต้น ได้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทได้กำหนดไว้ ลูกค้าสามารถแจ้งบริษัทเพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป โดยบริษัทขอแนะนำให้ลูกค้าตรวจสอบไปพร้อมกันด้วยว่า ลูกค้าได้มีการใช้งานเว็บไซต์ สินค้า หรือบริการของพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทหรือบุคคลอื่นโดยตรง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือการดำเนินการของบริษัทหรือไม่ เพราะผู้ให้บริการหรือบุคคลอื่นเหล่านั้นอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลกับการใช้บริการของลูกค้าจากการใช้งานเว็บไซต์ สินค้า หรือบริการของผู้ให้บริการหรือบุคคลอื่นเหล่านั้นโดยตรง ซึ่งในกรณีดังกล่าวบริษัทไม่สามารถรับผิดชอบในความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ของลูกค้าที่เก็บรวบรวมโดยเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของผู้ให้บริการหรือบุคคลอื่นดังกล่าวเหล่านั้นได้ ลูกค้าจึงควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของผู้ให้บริการหรือบุคคลอื่นเหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการให้บริการ หรือหน่วยงานกำกับดูแลลูกค้า รวมถึงในกรณีที่มีการร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย อาทิ การร้องขอข้อมูลเพื่อการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือเป็นการร้องขอจากหน่วยงานเอกชน หรือบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงในกรณีที่มีความจำเป็นตามสมควรในการบังคับใช้ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้ของบริษัท ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร การควบรวมบริษัท การขายกิจการ การขายสินทรัพย์บางประเภท บริษัทอาจถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ที่บริษัทเก็บรวบรวมไว้ไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทในกลุ่มเอ็มบีเคหรือพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งทำงานร่วมกับบริษัท หรือบุคคลอื่นที่ต้องทำงานให้กับบริษัทหรือลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วยได้จากเว็บไซต์ ทั้งนี้ บริษัทในกลุ่มเอ็มบีเคหรือพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทหรือบุคคลอื่นที่ต้องทำงานให้บริษัทหรือลูกค้าทั้งในและต่างประเทศอาจมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ซึ่งบริษัทจะจัดทำรายชื่อของบุคคลที่บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วยให้เป็นปัจจุบันเสมอ

6. การเข้าถึงและการปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคล

6.1 ในกรณีที่ลูกค้าไม่ประสงค์จะรับข้อมูลและข่าวสารประชาสัมพันธ์จากบริษัท โปรดแจ้งความประสงค์ได้ที่แผนกการตลาด โทร. (66) 2022-0000 หรือ อีเมล : mkt_center@mbkasl.co.th

6.2 ลูกค้าสามารถกรอกแบบฟอร์ม “คำร้องขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล” และแจ้งมายังบริษัท เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามที่ลูกค้าร้องขอ ผ่านช่องทางการติดต่อบริษัทที่ระบุไว้ในข้อ 12. ในกรณีดังต่อไปนี้

  • 6.2.1 เมื่อลูกค้าเชื่อว่าบริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และลูกค้าประสงค์จะเข้าถึงหรือรับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ที่บริษัทได้เก็บรวบรวมไว้ หรือขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
  • 6.2.2 เมื่อลูกค้ามีความประสงค์จะปรับปรุงแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้มีความถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน
  • 6.2.3 เมื่อลูกค้าประสงค์จะให้บริษัทระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเป็นการชั่วคราว
  • 6.2.4 เมื่อลูกค้าประสงค์จะคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • 6.2.5 เมื่อลูกค้าประสงค์จะให้บริษัทดำเนินการลบข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าออกจากระบบ หรือฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท
  • 6.2.6 เมื่อลูกค้าประสงค์จะถอนความยินยอมที่เคยให้แก่บริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • 6.2.7 เมื่อลูกค้าประสงค์จะขอรับทราบความมีอยู่ ลักษณะของข้อมูลส่วนบุคคล วัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้โดยบริษัท
  • 6.2.8 เมื่อลูกค้าประสงค์จะขอให้บริษัทเปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับลูกค้า ในกรณีที่เป็นข้อมูลซึ่งลูกค้าไม่ได้ให้ความยินยอมให้การเก็บรวบรวม

โดยบริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาตามคำร้องของลูกค้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับคำร้องขอดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถปฏิเสธการใช้สิทธิของลูกค้าได้ภายใต้เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการตามคำขอของลูกค้าได้ บริษัทจะทำการบันทึกการปฏิเสธคำขอพร้อมด้วยเหตุผลไว้

6.3 ในกรณีที่ลูกค้าไม่ยินยอมให้บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภท หรือให้บริษัทดำเนินการลบข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าออกจากระบบของบริษัท หรือถอนความยินยอมที่ลูกค้าเคยให้ไว้ อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการตามคำขอของลูกค้าหรือให้บริการลูกค้าได้ หรืออาจทำให้บริการที่ลูกค้าได้รับจากบริษัทถูกจำกัด หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

6.4 บริษัทจะพยายามอย่างเต็มที่ตามความสามารถของระบบงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกและดำเนินการตามคำร้องขอของลูกค้า เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า การดำเนินการตามคำร้องขอนั้นเสี่ยงต่อการละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานรายอื่น หรือเป็นการขัดต่อกฎหมาย หรือนโยบายความปลอดภัยของระบบ หรือกรณีที่เป็นการพ้นวิสัยในทางปฏิบัติตามคำร้องขอ

6.5 กรณีที่ลูกค้าเห็นว่าบริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และลูกค้ามีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของลูกค้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในเรื่องดังต่อไปนี้

  • 6.5.1 สิทธิในการได้รับแจ้งข้อมูลRight to be Informed
  • 6.5.2 สิทธิในการเพิกถอนความยินยอมRight to Withdraw Consent
  • 6.5.3 สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลRight of Access
  • 6.5.4 สิทธิในการแก้ไขข้อมูลRight to Rectification
  • 6.5.5 สิทธิในการลบข้อมูลRight to Erasure
  • 6.5.6 สิทธิในการจำกัดการประมวลข้อมูลRight to Restrict Processing
  • 6.5.7 สิทธิในการขอโอนข้อมูลRight to Data Portability
  • 6.5.8 สิทธิในการทักท้วงRight to Object

โปรดติดต่อหรือยื่นคำร้องขอมายังบริษัททางช่องทางที่ระบุไว้ในข้อ 12.

7. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเคร่งครัด และบริษัทมีมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงมีระบบเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ปลอดภัยและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าสูญหาย ถูกใช้ เข้าถึง เปลี่ยนแปลง หรือเปิดเผย โดยไม่ได้รับอนุญาต บริษัทจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าสำหรับพนักงาน ตัวแทน ผู้รับจ้างและบุคคลภายนอกที่มีความจำเป็นต้องได้รับข้อมูล และพวกเขาจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนดเท่านั้น

อนึ่ง บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งแก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และในกรณีที่บริษัทจะว่าจ้างบริษัทบุคคลภายนอก ให้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า บริษัทจะคัดเลือกบริษัทที่มีระบบการคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาตรฐาน และจัดทำข้อตกลงที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามนโยบายเช่นเดียวกัน

การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล

ในกรณีที่มีเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเกิดขึ้น บริษัทจะแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่สามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของลูกค้า ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของลูกค้า บริษัทจะแจ้งเหตุการณ์ละเมิดให้ลูกค้าทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้า

8. การเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของบุคคลภายนอก

เว็บไซต์ของบริษัทอาจมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของบุคคลภายนอก ซึ่งบุคคลภายนอกเหล่านั้นอาจเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับการใช้บริการของลูกค้า โดยบริษัทไม่สามารถรับผิดชอบในความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลใด ๆ ของลูกค้าที่เก็บรวบรวมโดยเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของบุคคลภายนอกดังกล่าว ลูกค้าควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของบุคคลภายนอกเหล่านั้นด้วย

9. การใช้บังคับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้มีผลใช้บังคับกับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่บริษัทเป็นผู้เก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย และลูกค้าตกลงให้บริษัทมีสิทธิในการเก็บรวบรวม และนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่บริษัทได้เก็บรวบรวมไว้แล้ว (หากมี) ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่บริษัทเก็บรวบรวมในปัจจุบัน และที่จะได้เก็บรวบรวมในอนาคต ไปใช้ หรือเปิดเผยแก่บุคคลอื่นภายในขอบเขตตามที่ระบุไว้ในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ และให้มีการแต่งตั้ง กำหนดอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลกลุ่มบริษัทเอ็มบีเค เพื่อกำกับดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้ข้อมูลของบริษัทและบริษัทในกลุ่มเอ็มบีเค ให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายของบริษัท

10. การทบทวนนโยบาย

ด้วยธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทบทวนนโยบายฉบับนี้ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

11. กฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาล

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้อยู่ภายใต้การบังคับและตีความตามกฎหมายไทย และให้ศาลไทยเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาข้อพิพาทใดที่อาจเกิดขึ้น

12. ช่องทางการติดต่อ

หากลูกค้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลูกค้าสามารถติดต่อมายังบริษัท ทางช่องทางดังต่อไปนี้

ติดต่อบริษัท

ที่อยู่

บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด
(สำนักงานสาขา) เลขที่ 59/5 ชั้น 3
อาคารพาราไดซ์ เพลส ถนนศรีนครินทร์
แขวงหนองบอน เขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร 10250

โทรศัพท์

โทร : +66 (0) 2022 0000
โทรสาร : +66 (0) 2022 0002

อีเมล

mkt_center@mbkasl.co.th

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

บริษัท เอ็ม บี เค ลอว์ จำกัด

เลขที่ 444 ชั้น 8 อาคาร เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

โทร : (66) 2853-9000

อีเมล : dpo@mbkdevelopment.co.th

บริษัทได้มอบหมายและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด และเป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท และให้มีการกำกับให้บริษัทในกลุ่มเอ็มบีเคแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย

การร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล

ในกรณีมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบริษัท ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล ตามรายละเอียดดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สถานที่ติดต่อ : ชั้น 7 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210

อีเมล : saraban@pdpc.or.th

หมายเลขโทรศัพท์ : (66) 2111-8800

ทั้งนี้ เจ้าของข้อมูลจำต้องดำเนินการร้องเรียนภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

โดยมติคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 06/2569 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569

ประกาศ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569

ไกรวิน ศรีไกรวิน

(นายไกรวิน ศรีไกรวิน)

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

line Facebook tiktok youtube instagram

สอบถาม
พูดคุยกับเราได้เลยค่ะ

เริ่มแชท